วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ขุดมาให้ดู nissan march ของเรา

สำหรับนิสสันแล้ว มาร์ช ไม่ ใช่ แค่ รถยนต์ขนาดซับ-คอมแพคท์รุ่นเสริมตลาดรุ่นหนึ่งเท่านั้นแต่มีความสำคัญถึงกับเป็นหนึ่งในหมากตัวหลักของแผนยุทธศาสตร์นิสสัน เพราะนับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1982 เป็นต้นมา มาร์ช (ในยุโรปเรียกว่า ไมครา) กลายเป็นหัวหอกตัวฉกาจในการบุกตลาดทั่วทวีปยุโรป และยังสร้างความ สำเร็จให้กับยักษ์อันดับ 2 จากญี่ปุ่นรายนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยสถิติยอดขายรวมกว่า 3.2 ล้านคัน ตลอดอายุตลาด 20 ปีอีกทั้งในรุ่นที่ 2 ของมาร์ชยังเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป มาครองในปี 1992-1993 แบบพลิกความคาดหมาย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ตำแหน่งที่ 1 ของรางวัลนี้ มักโดนจับจองโดยผู้ผลิตรถยนต์ชาวยุโรปด้วยกันเองมาตลอด และนี่คือปรากฎการณ์หลักครั้งที่ 2 ในทศวรรษที่ 1990 ที่ทำให้วงการรถยนต์ทั่วโลกยอมรับในมาตรฐานการผลิตรถยนต์ของ ชาวญี่ปุ่น หลังจากที่โตโยต้าทำสำเร็จกับเล็กซัสในปี 1989-1990แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ 27 ปี บนเส้นทางอันยาวไกล ความสำเร็จในวันนี้

รุ่นที่ 1 (ค.ศ. 1982 - 1992)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 1นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 1 ใช้รหัสตัวถังว่า K10 ในการเปิดตัวได้มีการนำ Masahiko Kondou นักแข่งรถ Formula Nippon และเป็น Idol ยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นในช่วงนั้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ เครื่องยนต์ตัวแรกและดั้งเดิมของมาร์ช K10 คือเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ MA10S 4สูบ SOHC 8วาล์ว 987ซีซี ในการขับขี่บนท้องถนนจริง พบว่า นิสสัน มาร์ช รุ่นแรก มีอัตราการใช้น้ำมันประหยัดมาก คือ 21 กิโลเมตร/ลิตร และจากการทดสอบพบว่า หากขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้ว จะสามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 32.5 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งในภาพรวมนิสสัน มาร์ช รุ่นแรก ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม อีกทั้งมีการคิดค้นรุ่นพิเศษลิมิเต็ดเอดิชันออกมาอีกหลายรุ่น จึงได้รับการตอบรับอย่างดี และสามารถทำยอดขายได้ครบ 1 ล้านคันในเวลาเพียง 6 ปีหลังจากเริ่มผลิต และมียอดขาย K10 รวมทั้งสิ้นประมาณ 1.6 ล้านคัน

ในช่วงนั้นได้มีการนำมาร์ชรุ่นแรกเข้ามาขายในประเทศไทยด้วย แต่ทว่าต้องประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ด้วยเพราะมาร์ชในประเทศไทยได้ตัดอุปกรณ์อำนวยความสำดวกออกมากเกินกว่าที่ลูกค้าจะยอมรับได้ มาร์ชในญี่ปุ่นมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากกว่า ดูน่าขับมากกว่า อีกทั้งในช่วงนั้นรถที่คนไทยนิยมมากที่สุด คือรถเก๋งซีดานขนาดเล็ก เช่น มิตซูบิชิ แลนเซอร์, โตโยต้า โคโรลล่าฯลฯ เพราะมีความคุ้มค่าลงตัวที่สุด(บรรทุกได้หลายคน ใช้ได้ทั้งเป็นรถครอบครัวและรถส่วนตัว และไม่สิ้นเปลืองน้ำมันมากนัก) อีกทั้งคนไทยในยุคนั้นมีทัศนคติไม่ดีต่อรถท้ายกุด ด้วยเกรงว่าผู้โดยสารที่เบาะหลังจะได้รับอันตรายได้ง่ายหากถูกชนท้ายเพราะไม่มีกระโปรงหลังคอยกั้น ทำให้ยอดขาย นิสสัน มาร์ชในประเทศไทยมีเพียง 30 คันต่อเดือนเท่านั้น (ทั่วประเทศ) จนต้องยุติการขายลงไปใน ค.ศ. 1987 ก่อนที่จะมาเปิดตัวมาร์ชรุ่นที่ 4 อีกครั้งในปัจจุบัน

รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 1992 - 2003)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ใช้รหัสตัวถังว่า K11 ในการออกแบบได้ใช้โปรแกรม CAD มาช่วยในการสร้าง และออกแบบให้มีรูปทรงโค้งมน กลมกลึง ดูเป็นมิตรกว่ารุ่นเดิมมาก นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์แบบ CG10DE 4สูบ DOHC 16วาล์ว 987ซีซี เป็นเครื่องรุ่นมาตรฐาน มีระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด กับเกียร์อัตโนมัติ CVT และได้สร้างสถิติอย่างน่าชื่นชม โดยได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น (Car of the Year Japan) ประจำปี 1992 และเป็นรถรุ่นแรกของญี่ปุ่นที่คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป (European Car of the Year) ประจำปี 1993 ซึ่งในรายการทีวีซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง แชมป์เฉือนแชมป์ ตอน World Records ที่ออกอากาศในประเทศไทยในช่วง ค.ศ. 2009 ในการแข่งขันดริฟท์จอดรถ ก็ใช้รถ นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ยังมีความปลอดภัยไม่มากเท่าที่ควร จากการทดสอบขององค์การทดสอบความปลอดภัยของยานยนต์ Euro NCAP ได้ประเมินว่า นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 มีความปลอดภัยเพียงระดับ 2 ดาว จาก 5 ดาว

รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 2002 - 2010)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 3นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 3 ใช้รหัสตัวถังว่า K12 พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรูปแบบ B-Platform เปิดตัวใน ค.ศ. 2001 เริ่มการผลิตกันอย่างจริงจังใน ค.ศ. 2002 ตัวถังใหม่มีความโค้งมนมากขึ้น สูงขึ้น และกว้างขึ้น ซึ่งสือมวลชน รวมถึงสถาบันการออกแบบชั้นนำหลายแห่ง ก็ต่างออกมายอมรับว่างานชิ้นนี้มีดีไซน์แตกต่าง ดูเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการเน้นการเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสาร การใช้ไฟหน้ารูปทรงแบบดวงตาการ์ตูนบักส์ บันนี รูปทรงรถแบบลู่ลมช่วยลดแรงต้านลมระหว่างการวิ่ง (ค่า Cd.=0.32) เสาหลังคาหลังถูกลดความยาวลงเพื่อลดจุดบอดของสายตาขณะถอยจอด และมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ คือ Keyless Ignition คือจะมีรีโมทกุญแจไว้ให้เจ้าของรถ เมื่อเจ้าของรถพกรีโมทกุญแจเข้ามาในรถ จะสามารถกดปุ่มสตาร์ทรถได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้กุญแจ (เหมือน โตโยต้า ยาริส ในปัจจุบัน)

เครื่องยนต์เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์แบบ CR โดยใช้เครื่องยนต์ CR10DE เป็นรุ่นมาตรฐาน เกียร์ธรรมดาถูกยกเลิกไปในเกือบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ประเภท CR12DE จะยังผลิตเกียร์ธรรมดาให้เลือกเป็นพิเศษ มีสีตัวถังให้เลือกถึง 12 สี

รุ่นที่ 4 (ค.ศ. 2010 - ปัจจุบัน)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 4นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 4 ใช้รหัสตัวถังว่า W02A เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 2009 และเริ่มผลิตในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 รวมถึงประเทศไทยด้วย หลังจากผลิตนิสสัน มาร์ชรุ่นที่ 1 ในประเทศไทยแล้วล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเมื่อกว่า 20 ปีก่อน นิสสัน ก็ตัดสินใจ ผลิตนิสสัน มาร์ชในประเทศไทยอีกครั้ง โดยใช้ชื่อในการโฆษณาว่า "นิสสัน อีโคคาร์" (Nissan Ecocar) ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์ 1200ซีซี 3สูบ ซึ่งสามารถประหยัดน้ำมันได้ไม่แพ้รุ่นก่อนๆ โดยนิสสัน มาร์ช รุ่นใหม่นี้ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานข้อกำหนดรถประหยัดพลังงานสากล (อีโคคาร์) ซึ่งมีข้อกำหนดดังนี้

1.ประหยัดน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร
2.ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 120 กรัมต่อกิโลเมตร และได้รับมาตรฐานไอเสียสะอาดระดับยูโร 4
3.มีความปลอดภัยตามมาตรฐานยุโรป
4.ใช้เครื่องยนต์ขนาดลูกสูบไม่เกิน 1300 ซีซี สำหรับเครื่องเบนซิน และไม่เกิน 1400 ซีซี สำหรับเครื่องดีเซล
รถที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีโคคาร์ ในประเทศไทย จะได้รับผลประโยชน์ในการลดภาษีสรรพสามิตเหลือร้อยละ 17 (รถเก๋งที่ไม่ผ่านเกณฑ์อีโคคาร์ ต้องจ่ายภาษีร้อยละ 30-50)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น