วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ตำนาน โคโลล่า

รุ่นที่ 1 ผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1966-1970
รถขับเคลื่อนล้อหลัง Toyota Corolla เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นในปี 1966 รหัสตัวถัง KE10 และสองปีต่อมาก็มาถึงเปิดตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเครื่องยนต์ 60 ของแรงม้า ที่รอบเครื่อง 6,000 rpm, gross ความจุกระบอกสูบ 1.1 ลิตรเครื่องยนต์ Corolla เล็กแต่ก็แน่นอนได้ผ่านตามมาตรฐานของอเมริกันด้วยฐานล้อ 90 นิ้ว Corolla ที่ทำความเร็วสูงสุด 87 mph โฉมนี้โดยในช่วงแรก ผลิตเพียงตัวถังแบบ sedan 2 ประตู แล้วตัวถังแบบ sedan 4 ประตูเริ่มมีใน ค.ศ. 1967 และตัวถัง station wagon 4 ประตู ก็เริ่มผลิตใน ค.ศ. 1968 และตามด้วยรถ coupe 2 ประตูปิดท้ายรุ่น โดยรถคูเป้ 2 ประตู โคโรลล่าได้ตั้งชื่อเฉพาะให้ว่า โคโรลล่า สปรินเตอร์ รหัสตัวถัง KE15 โดยในระหว่างโฉมแรกนี้ มี 2 ขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก คือ 1.1 ลิตรในช่วงแรก และ 1.2 ลิตรในช่วง ค.ศ. 1969 ระบบเกียร์ในสมัยนั้น ไม่เน้นการประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า ระบบเกียร์ในรถโคโรลล่าโฉมนี้ จึงมี 2 ระบบให้เลือก คือ เกียร์ธรรมดาเพียง 4 สปีด และเกียร์อัตโนมัติเพียง 2 สปีด แต่การที่มีเครื่องยนต์ลูกสูบขนาดเล็ก ทำให้รถประหยัดน้ำมัน ชดเชยการที่เกียร์มีไม่กี่สปีดโคโรลล่าเลิกผลิตโฉมนี้ใน ค.ศ. 1970 เนื่องจากมีการเปิดตัว โคโรลล่า โฉมที่ 2

รุ่นที่ 2 ผลิตระหว่างปีค.ศ. 1970-1978
โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 2โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1970 รหัสตัวถัง KE20 โดยรถรุ่นโคโรลล่า สปรินเตอร์ (Corolla Sprinter) มีการเพิ่มรูปแบบตัวถัง sedan เข้าไปในเมนูผลิต และมีการเปิดตัวรถรุ่น โคโรลล่า เลวิน (Corolla Levin) และ โคโรลล่า ทรูโน (Corolla Trueno) โดยนำตัวถังแบบ coupe GT มาใช้ และทางโตโยต้า เห็นว่า รถโคโรลล่าประสบความสำเร็จสูงมาก จึงแยกธุรกิจการขายรถโตโยต้า โคโรลล่า ออกเป็น 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจขายรถโคโรลล่า สปรินเตอร์ กับ ธุรกิจขายรถโคโรลล่า , โคโรลล่า เลวิน , โคโรลล่า ทรูโนรูปแบบตัวถังมีความหลากหลายมากขึ้น ได้แก่ coupe 2 ประตู , station wagon 3 กับ 5 ประตู , sedan 4 ประตู และ van 5 ประตู และมีการเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ เป็น 1.2 , 1.4 , 1.6 ลิตรให้เลือก และรถโฉมนี้ประสบความสำเร็จสูงมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ถึงแม้โคโรลล่าจะเปิดตัวโฉมที่ 3 ใน ค.ศ. 1974 แต่โฉมที่ 2 นี้ ผลิตอย่างต่อเนื่องไปจนถึง ค.ศ. 1978 จึงเลิกผลิต


รุ่นที่ 3 ผลิตระหว่าง ค.ศ.1974-1981
โตโยต้าโคโรลล่ารุ่นที่สามนี้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1974 จุดเริ่มต้นของรหัส KE30, KE40, KE50 KE60 และมีการเพิ่มตัวถังแบบ 2 ประตูคูเป้หลังคาแข็ง และเริ่มต้นในการพัฒนาและการผลิตเกียร์อัตโนมัติที่มีให้เลือกเพิ่มขึ้นจาก 2เป็น4 สปรีด ขนาดเครื่องยนต์1.2-1.4 ลิตร หลังจากการเปิดตัวโคโลล่ารุ่นที่ 4 ในปี 1979 ทั่วโลกเริ่มทยอยหยุดการผลิตรุ่นนี้โดยสมบูรณ์ในปี 1981




รุ่นที่ 4 ผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1979-1983
รุ่นนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1979 รหัสตัวถัง KE70 ในโฉมนี้ ได้เพิ่มความหลากหลายของรูปตัวถังขึ้น โดยเพิ่มรูปตัวถัง sedan 2 ประตู และ liftback 3 ประตูเข้าไปเพิ่ม แต่ได้ระงับการผลิตตัวถังแบบ coupe 2 ประตูระบบเกียร์ 4 ระบบดังเดิม ขนาดเครื่องยนต์ 3 ขนาด ได้แก่ 1.3 , 1.6 และ 1.8 ลิตรและรูปโฉมนี้ เป็นรูปโฉมสุดท้ายที่รถโคโรลล่าขับเคลื่อนล้อหลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งโฉมต่อจากนี้ จะค่อยๆ ยกเลิกระบบขับเคลื่อนล้อหลังของโคโรลล่าไป และจะแทนที่ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและโฉมนี้ก็เป็นโฉมสุดท้ายที่มีการผลิตระบบเกียร์อัตโนมัติ 2 สปีด และระบบเกียร์ธรรมดา 4 สปีดด้วยเช่นกันรุ่นนี้ เลิกผลิตในปีเดียวกับการเปิดตัวรถโคโรลล่าโฉมที่ 5 ใน ค.ศ. 1983
และรุ่นนี้เองเมื่อได้แสดงหนังกับเจโชว์และเพิ่งเป็นClassic Car แบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อมองจากอายุที่เพิ่งจะครบ 25 ปีตามหลักเกณฑ์การพิจารณา และถ้าพูดถึงความสนใจและชื่อเสียงซึ่งเป็นที่รู้จักแล้ว ก็น่าจะเป็นหนึ่งในรถยนต์ญี่ปุ่นไม่กี่รุ่นที่กลายเป็นชื่อคุ้นหูสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์รุ่นนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในการนำมาบูรณะหรือแต่งใหม่ตามกระแส Japan Retro Car เมื่อกระแสดริฟต์ในญี่ปุ่นเริ่มเบ่งบาน และผสานกับแรงหนุนของการ์ตูนและภาพยนตร์เรื่อง Initial D





History Corolla AE86
• TOYOTA Corolla AE86 ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 1983 และเป็นการทำตลาดต่อจากอนุกรม KE 70 ที่เป็นตัวปิดท้ายในยุคของรถขับเคลื่อนล้อหลังในตระกูล Corolla แต่ก็น่าแปลกอยู่ไม่น้อยที่ TOYOTA ได้นำพื้นฐานระบบขับเคลื่อนล้อหลังมาใช้กับ AE86 ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง AE และ EE ‘8’ (ซึ่งหมาย
ถึงโคโรลล่าเจนเนอเรชันที่ 8) ต่างเป็นระบบขับเคลื่อน ‘ล้อหน้า’ กันแล้วทั้งหมด อย่างไรก็ตาม Corolla AE86 ไม่ใช่มีเพียง
รุ่นเดียว แต่จริงๆ แล้วยังมีพี่น้องร่วมตระกูลที่มีระดับตลาดต่ำกว่าโดยใช้รหัสบอดี้ AE85นอกจากนี้ Corolla AE85/86 มี 2 เวอร์ชั่นที่แบ่งแยกชัดเจนในเรื่องของความสวยงาม คือรุ่น Levin และ Trueno จุดที่เห็นเด่นชัดระหว่างรถทั้ง 2 รุ่นเมื่อมองผิวเผินจากภายนอกได้แก่ชุดไฟหน้าซึ่ง Levin เป็นทรงเหลี่ยม ส่วนTrueno ใช้ชุดไฟหน้าแบบ Pop-Up นอกจากนั้นยังมี 2 ตัวถังให้เลือก แบบ แรกเป็นลิฟท์แบ็ก (หรือบางทีเรียกแฮทช์แบ็ก) อีกตัวจะเป็นแบบคูเป้ 2 ประตู ช่วง 3 ปีของการทำตลาด (1983-1987) มีการปรับโฉม 3ครั้งไล่ไปตั้งแต่ กระจังหน้า กันชนหน้า ไฟ
ท้ายและโทนสีของภายใน ส่วน Levin มีการ เปลี่ยนแปลงที่ไม่เด่นชัดเท่า Truenoทั้ง 2 รุ่น แบ่งรุ่นย่อยตามความแรงที่ประกอบด้วย GT-APEX และ GTV เท่านั้นยัง ไม่พอ รุ่นที่ส่งขายในอเมริกายังแบ่งรุ่นย่อย ออกไปอีก เช่น SR และ GT จุดที่แตกต่างในเวอร์ชั่นที่ส่งขายอเมริกาเห็นจะเป็นกันชนหน้า-หลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยในการชนของอเมริกาเครื่องยนต์ของ Corolla AE85/86 มีอยู่ 3บล็อก เริ่มกับรหัส 3A-U ในรุ่น AE85 แบบ
แถวเรียง 4 สูบ OHC 8 วาล์ว 1,500 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ ต่อมาเป็นเครื่องยนต์รหัส 4A-C แบบ 4 สูบ OHC 8 วาล์ว 1,600 ซีซี 87 แรงม้าที่ 4,800 รอบ/นาที
แรงบิด 11.7 กก.-ม. ที่ 2,800 รอบ/นาทีบล็อกสุดท้ายเป็นตัวที่แรงสุดพัฒนาต่อยอดมาจากรหัส 4A-C โดยนำพื้นฐาน
เฉพาะเสื้อสูบมาใช้ นอกนั้นมีการนำ เทคโนโลยีฝาสูบแบบใหม่ล่าสุดที่ทาง YAMAHA เป็นผู้ผลิตให้ ซึ่งฝาสูบที่ว่าเป็นแบบDOHC 16 วาล์ว พร้อมท่อร่วมไอดีแบบ T-VIS
แบ่งซอยท่อไอดีเป็น 8 ท่อเล็กๆ ช่วยในการรีดอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ไม่พร้อมกัน เพื่อรีดเค้น แรงบิดในรอบต้นและแรงม้าในรอบปลาย ซึ่งเครื่องบล็อกนี้คือรหัส 4A-GE ยอดฮิต



• Trueno Ver.1 ต่างจาก Ver.2 นิดหน่อย
ตัวเครื่องมีความจุกระบอกสูบ 1,600 ซีซี 120 แรงม้า ที่,600 รอบ/นาที แรงบิด13.4 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที และเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้ถูกนำไปบรรจุลงในบอดี้รถ สปอร์ตขนาดเล็กเครื่องยนต์วางกลางลำรุ่นแรกของ TOYOTA ภายใต้ชื่อรุ่น MR-2
ส่วนรุ่นหลังจากนี้ยังไม่เก่าพอก็จะมี่

รุ่น ที่ 6 ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1987-1992

โฉมนี้ พ่อค้าเต๊นท์รถในประเทศไทยนิยมเรียกว่า "โฉมโดเรมอน" โฉมนี้ ในเมืองไทยจะรู้จักกันดีในฐานะของโฉมที่มีเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 16 วาล์ว รุ่นแรกที่มีขายในไทย ในช่วงนั้น มักมีสัญลักษณ์อักษรเขียนว่า "TWINCAM 16 VALUE" ไว้เป็นสัญลักษณ์ที่ประตูรถในรถบางคันเลิกผลิตใน ค.ศ. 1992



รุ่น ที่ 7 ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1991-1997

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 7 โฉมนี้ พ่อค้ารถในไทย เรียกว่า"โฉมสามห่วง"เพราะเป็นโฉมแรกของโคโรลล่า ที่ตราสัญลักษณ์วงรีไขว้สามวง เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1991 โฉมนี้ ได้เริ่มมีการผลิตเกียร์ธรรมดา 6 สปีดขึ้น ควบคู่กับการผลิตรถเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ทันทีที่เปิดตัวในไทย โคโรลล่าโฉมนี้ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ยอดการจองรถทะลุ 10,000 คันอย่างรวดเร็วกว่าที่โรงงานคิดไว้มาก และยอดจองยังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้โรงงานทุกโรงงานในไทยจะเร่งผลิตเต็มที่ งัดแผนสำรองมาใช้ ก็ยังไม่ทัน ต้องสั่งนำเข้าจากญี่ปุ่นมา 1,000 คัน และเพิ่มราคาขายคันละ 5,000 บาท โฉมสามห่วง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตระกูลโคโรลล่า เพราะก่อนนี้ โคโรลล่าจะมีลักษณะเป็นรูปทรงเหลี่ยมๆ แต่โฉมนี้ จะเริ่มเปลี่ยนจากความเหลี่ยม เป็นความโค้งมน และรถตั้งแต่โฉมสามห่วงเป็นต้นมา ก็มีความโค้งมนมากขึ้นเรื่อยๆ และโคโรลล่าโฉมนี้ เครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์ในรถเก๋งค่อยๆ หายไป จนในที่สุดก็เลิกผลิตไป กลายเป็นแบบหัวฉีดทั้งหมดโฉมสามห่วง เลิกผลิตในปี ค.ศ. 1997



รุ่น ที่ 8 (ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1995-2002)

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 8โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1995 แต่กว่าจะได้โด่งดังแทนที่โฉมสามห่วง ก็ล่วงไปถึง ค.ศ. 1998 ทางโตโยต้า ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้มีความหลากหลายและสร้างความเป็นที่นิยมให้ปรสบความสำเร็จสูงเหมือนโฉมสามห่วง ดังนั้น ผลการปรับปรุงคือ โฉมที่8 แตกแขนงออกเป็น 2 โฉมย่อย คือ โฉมตองหนึ่ง ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1995 - ค.ศ. 1997 , โฉมไฮทอร์ก เริ่มผลิตเมื่อ ค.ศ. 1998 ซึ่งโฉมไฮทอร์กนี้ ได้สร้างความนิยมโดยมีคนซื้อไปทำแท๊กซี่เป็นจำนวนมาก และนอกจากนี้ ใน ช่วงโฉมไฮทอร์กนี้ โคโรลล่า ยังได้เปิดตัวเนื้อหน่อใหม่ในตระกูลโคโรลล่า ที่เป็นที่นิยมในไทยจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ โคโรลล่า อัลติส (Corolla Altis) โดย Altis จะเป็นรถที่มีความหรูหรา มีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย Options ต่างๆ ดีกว่า แต่รูปโฉมตัวรถจะคล้ายโคโรลล่าทั่วไป เลิกผลิตในปี ค.ศ. 2002


รุ่น ที่ 9 ผลิตระหว่าง ค.ศ. 2000-2008

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 9โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 2000 แต่กว่าจะเป็นอันดับหนึ่งแทนโฉมที่ 8 ก็ล่วงไปถึง ค.ศ. 2003 แต่เมื่อได้รับความนิยมแล้ว ก็มีชื่อเสียงมาถึงปัจจุบัน เมื่อทางโตโยต้า ตัดสินใจผลิตโคโรลล่า อัลติสต่อในโฉมที่ 9 และยังมีการปรับปรุงทั้งขนาด ความสะดวก และสิ่งอื่นๆอีกมาก โดยรุ่นที่เป็นที่นิยมในเมืองไทยมากที่สุดก็ยังเป็น อัลติส และโฉมที่ 9 ยกเลิกการผลิตเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด และยกเลิกการผลิตตัวถัง coupe 2 ประตู และ liftback 5 ประตู แล้วเอาแบบ van และ hatchback 5 ประตูมาผลิตแทน และยังคงผลิตรุ่นเครื่องดีเซล ขนาดเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร (ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย) ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ก็เป็น 1.4 , 1.5 , 1.6 , 1.8 ลิตรเหมือนเดิม โฉมนี้ กลุ่มพ่อค้ารถในไทยมักเรียก "โฉมหน้าหมู" หรือ "โฉมตาถั่ว" เพราะไฟหน้ามีลักษณะคล้าย เมล็ดถั่วโฉมนี้ ในประเทศไทย โคโรลล่าได้มีการออกรุ่นใหม่ คือ LIMO (ลิโม) โดยจะเป็นรถโคโรลล่า ที่มี Options ต่างๆ น้อย แต่รถจะมีราคาถูกกว่าโคโรลล่าทั่วไป และโคโรลล่า อัลติส อย่างมาก อย่างไรก็ตาม LIMO จะไม่มีขายเป็นรถนั่งส่วนบุคคล โตโยต้าประเทศไทย ขาย LIMO โฉมนี้ เพื่อทำเป็นแท็กซี่เท่านั้นรุ่นที่ 9 เลิกผลิตในปี ค.ศ. 2008


รุ่น ที่ 10 ผลิตระหว่าง ค.ศ. 2008-ปัจจุบัน
โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 10โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 2006 แต่ใช้เวลาค่อนข้างนานในการพิชิตตลาดต่างๆเพื่อไปแทนโฉมที่ 9 โดยเฉพาะในไทย โฉมที่ 10 เพิ่งเข้ามาในไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ระบบเกียร์ในครั้งนี้ จะผลิตระบบเกียร์แบบธรรมดา 5 หรือ 6 สปีด สำหรับเกียร์อัตโนมัติ จะเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่ CVT 4 หรือ 5 สปีด
โฉมนี้ เครื่องยนต์ดีเซลเลิกผลิตไป เหลือแต่เครื่องเบนซินขนาด 1.5 , 1.8 , 2.4 ลิตร และได้ยกเลิกรูปแบบตัวถังออกไปมาก เหลือแต่แบบ sedan และ station wagon 4 ประตู และเฉพาะในออสเตรเลีย มีการผลิต hatchback 5 ประตู
ส่วน LIMO ในโฉมนี้ มีการผลิตรถรุ่น LIMO CNG ซึ่งเป็นรถลิโม ที่ติดระบบการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ มาตั้งแต่ในโรงงานโตโยต้า และ LIMO โฉมนี้ ได้เปิดขายให้กับประชาชนทั่วไปอยู่ช่วงหนึ่งด้วย ก่อนที่จะกลับไปขายทำแท็กซี่โดยเฉพาะเหมือนเดิม โดยโตโยต้าได้ทำรถรุ่น Advanced CNG มาขายให้ประชาชนทั่วไปแทน LIMO CNG

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น