วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Nissan Pure Power พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว

Pure Power พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว อีกสองปีในราคาคงมาขายที่ในประเทศไทย ราคา 600,000 หรือมากกว่า


สำนักงานใหญ่อย่างเป็นทางการของนิสสันในโยโกฮามา, ญี่ปุ่น, นิสสันใบ 5 ประตูรถ hatchback มีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน 107 HP ซึ่งมากเพื่อเติมรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับ 160 km ยาวได้อ่างเก็บน้ำมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยไฟ Tiida ถูกออกแบบให้ไม่มีผลต่อเสียงข้างตรึงกระจกประตู

แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนกำลัง 80 KW 30 นาทีค่าใช้จ่ายรวดเร็วถึง 80% ของพลังงานไฟฟ้าเต็ม แต่ใช้เวลาประมาณแปดชั่วโมง

ห้องโดยสารใหม่ Preab มีคุณสมบัติหลาย Nissan ใบเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางสำหรับข่าวและสื่อบันเทิง 24 ชั่วโมง

Nissan ใบไม้ความเร็วบน 140 kmh ถือเป็นขั้นตอนของการพัฒนาอื่น รถยนต์ไฟฟ้า สิ่งที่เห็น

ตามแผน Nissan จะปล่อย LEAF ลงสู่ตลาดปลายปี 2010 โดยเริ่มจากที่ญี่ปุ่น ตามด้วยสหรัฐอเมริกา และยุโรป งานนี้ CEO ของ Nissan นาย Carlos Ghosn เชื่อมั่นมากว่า LEAF จะเป็นรถไฟฟ้าที่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดมากที่สุดรุ่นหนึ่ง จากคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการคือ


1.ระบบขับเคลื่อนแบบ Zero-Emission ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษสู่อากาศเลย
2. ราคาดี ไม่แพงเกินไป (ราคาจะมีการเปิดเผยในช่วงที่จะเริ่มขายในปลายปีหน้า)
3. การออกแบบที่ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร
4. ระยะทำการที่ใช้ได้ในความเป็นจริง คือ 160 กิโลเมตร/การเติมไฟ 1 ครั้ง
5. ความสามารถในการต่อเชื่อมกับระบบขนส่งอัจฉริยะ (Advanced Intelligent Transportation (IT) System)


ชื่อรุ่นว่า “LEAF” สะท้อนแนวคิดของตัวรถอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเทคโนโลยีสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรื่องของราคาก็เป็นมิตรกับคนซื้อด้วยเช่นกัน โดยทาง Nissan ใบ้ออกมาว่า ราคาจะเป็นราคาที่สามารถแข่งขันได้กับรุ่นท็อปของรถระดับ C-Segment เลยทีเดียว Nissan ยังหวังอีกว่า ด้วยเทคโนโลยีสีเขียวนี้จะช่วยลดอุปสรรคทางด้านภาษีในทุกตลาดทั่วโลก ทำให้สามารถสร้างความเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายด้วยเช่นกัน


Nissan LEAF ใช้แหล่งจ่ายไฟคือ แบตเตอรี่ลิเธียมอิออนชนิดบาง ที่ให้ไฟฟ้าขนาด 90 กิโลวัตต์ ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถส่งกำลังออกมาได้ 80 กิโลวัตต์ ในกำลังระดับนี้สามารถทำให้การตอบสนองในการขับออกมาดีและมีความสนุกในการขับ และจากการที่รถไม่มีท่อไอเสีย เลยไม่ยากที่จะสื่อสารไปยังกลุ่มผู้ใช้ว่า รถรุ่นนี้ไม่มีการปล่อยมิลพิษใดๆออกมาจริงๆ ระบบห้ามล้อที่สามารถนำพลังงานในการเบรคกลับมาใช้ใหม่ได้รวมเข้ากับกำลังไฟจากแบตเตอรี่จึงทำให้ LEAF มีระยะทำการได้ไกลถึง 160 กิโลเมตรในการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว โดยการชาร์จหรือเติมไฟ จะใช้เวลาเพียง 30 นาทีเพื่อที่จะให้ได้ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ของความจุไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งการใช้ไฟบ้านที่ 200 โวลท์จะใช้เวลาทั้งสิ้น 8 ชั่วโมงในการเติมไฟให้เต็มความจุของแบตเตอรี่


NISSAN LEAF Specs

Dimensions
Length: 4445 mm / 175.0 in.
Width: 1770 mm / 69.7 in.
Height : 1550 mm / 61.0 in.
Wheelbase: 2700 mm / 106.3 in.

Performance
Driving range over: 160km/100miles (US LA4 mode)
Max speed (km/h): over 140km/h (over 87 mph)

Motor
Type: AC motor
Max power (kW): 80kW
Max torque (Nm): 280Nm

Battery
Type: laminated lithium-ion battery
Total capacity (kWh): 24
Power output (kW): over 90
Energy density (Wh/kg): 140
Power density (kW/kg): 2.5
Number of modules: 48
Charging times: quick charger DC 50kW (0 to 80%): less than 30 min; home-use AC200V charger: less than 8 hrs
Battery layout: Under seat & floor

ราคา"มาร์ช"ลงอีก15,000บาท

นิสสันอ้อนรัฐลดภาษีอีโคคาร์ลง3%เท่าE85 ชี้หากคลังไฟเขียวหั่นราคา"มาร์ช"ลงอีก15,000บาท/คัน

"นิสสัน" ร่อนหนังสืออ้อนรัฐ พิจารณาปรับลดภาษีอีโคคาร์อีกรอบ หลัง ครม.มีมติพิจารณาให้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันอี 85 ได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตลงอีก 3% ชี้ไม่แฟร์เลือกปฏิบัติ ยันอีโคคาร์ลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท ควรมีแคปห่างมากกว่านี้ ยันถ้าคลังไฟเขียวราคามาร์ชจะต่ำลงคันละ 1.2-1.5หมื่นบาท

นายประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีนโยบายอนุมัติสนับสนุนภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใช้น้ำมันอี 85 ลดลงจากอัตราเดิม 3% ซึ่งบริษัทเกรงว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อรถยนต์อีโคคาร์ในอนาคต


เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์อีโคคาร์เสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 17% นั้น ขณะนี้นิสสันได้ทำเรื่องยื่นข้อเสนอไปยังรัฐบาล ให้มีการกลับมาพิจารณาภาษีอีโคคาร์ลงอีก 3% อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมทางภาษี และไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันจนเกินไป เนื่องจากโครงการอีโคคาร์นั้นถือเป็นโครงการที่จะต้องมีการลงทุนขั้นต่ำ 5,000 ล้านบาท ตามที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้นจึงอยากจะให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้ง


นอกจากนี้ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการก็น่าจะมีการยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวไปยังรัฐบาลเช่นเดียวกัน และในเร็ว ๆ นี้คาดว่าจะมีการประชุมหารือ และรวบรวมความคิดเห็นระหว่างผู้ประกอบการ เกี่ยวกับการขอลดภาษีสรรพสามิตอีโคคาร์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


"สำหรับภาษีอีโคคาร์เมื่อเทียบกับภาษีรถยนต์อี 85 นั้น ถ้าจะมองในแง่ของการลงทุนถือว่าไม่แฟร์ เนื่องจากรถอีโคคาร์มีการกำหนดเงื่อนไขการลงทุนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากรถอี 85 ซึ่งหากเราจะมองในแง่โครงสร้างภาษีถือว่าไม่ยุติธรรม และรัฐบาลควรจะเกลี่ยให้เหมาะสม" นายประพัฒน์กล่าว


สำหรับรถยนต์นิสสัน มาร์ช หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี โดยปัจจุบันมียอดจองกว่า 15,000 คัน และยอดค้างส่งมอบกว่า 11,000 คัน โดยลูกค้าจะต้องใช้เวลาในการรอรับรถอย่างน้อย 5 เดือน ซึ่งบริษัทกำลังเร่งหาวิธีการจัดการกับปัญหาเรื่องกำลังการผลิต แต่วันนี้คงจะยังไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้





แหล่งข่าวดีลเลอร์นิสสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นผล เชื่อว่าราคารถยนต์นิสสัน"มาร์ช" น่าจะถูกลงอีกคันละไม่น้อยกว่า 1.2-1.5 หมื่นบาท โดยคำนวนง่ายๆ จากราคาขายที่ 4 แสนบาท ซึ่งตรงนี้น่าจะตอบโจทก์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่มองว่า อีโคคาร์ น่าจะทำราคาได้ต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้รถมีความน่าสนใจมากขึ้น



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับราคารถ NISSAN MARCH เริ่มที่ 375,000 (Include A/C with VAT)
1.2 S MT 375,000
1.2 E MT 425,000
1.2 E CVT 459,000
1.2 EL CVT 489,000
1.2 V CVT 507,000
1.2 VL CVT 537,000

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1276679157&grpid=02&catid=no

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ขุดมาให้ดู nissan march ของเรา

สำหรับนิสสันแล้ว มาร์ช ไม่ ใช่ แค่ รถยนต์ขนาดซับ-คอมแพคท์รุ่นเสริมตลาดรุ่นหนึ่งเท่านั้นแต่มีความสำคัญถึงกับเป็นหนึ่งในหมากตัวหลักของแผนยุทธศาสตร์นิสสัน เพราะนับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1982 เป็นต้นมา มาร์ช (ในยุโรปเรียกว่า ไมครา) กลายเป็นหัวหอกตัวฉกาจในการบุกตลาดทั่วทวีปยุโรป และยังสร้างความ สำเร็จให้กับยักษ์อันดับ 2 จากญี่ปุ่นรายนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยสถิติยอดขายรวมกว่า 3.2 ล้านคัน ตลอดอายุตลาด 20 ปีอีกทั้งในรุ่นที่ 2 ของมาร์ชยังเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป มาครองในปี 1992-1993 แบบพลิกความคาดหมาย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ตำแหน่งที่ 1 ของรางวัลนี้ มักโดนจับจองโดยผู้ผลิตรถยนต์ชาวยุโรปด้วยกันเองมาตลอด และนี่คือปรากฎการณ์หลักครั้งที่ 2 ในทศวรรษที่ 1990 ที่ทำให้วงการรถยนต์ทั่วโลกยอมรับในมาตรฐานการผลิตรถยนต์ของ ชาวญี่ปุ่น หลังจากที่โตโยต้าทำสำเร็จกับเล็กซัสในปี 1989-1990แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ 27 ปี บนเส้นทางอันยาวไกล ความสำเร็จในวันนี้

รุ่นที่ 1 (ค.ศ. 1982 - 1992)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 1นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 1 ใช้รหัสตัวถังว่า K10 ในการเปิดตัวได้มีการนำ Masahiko Kondou นักแข่งรถ Formula Nippon และเป็น Idol ยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นในช่วงนั้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ เครื่องยนต์ตัวแรกและดั้งเดิมของมาร์ช K10 คือเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ MA10S 4สูบ SOHC 8วาล์ว 987ซีซี ในการขับขี่บนท้องถนนจริง พบว่า นิสสัน มาร์ช รุ่นแรก มีอัตราการใช้น้ำมันประหยัดมาก คือ 21 กิโลเมตร/ลิตร และจากการทดสอบพบว่า หากขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้ว จะสามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 32.5 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งในภาพรวมนิสสัน มาร์ช รุ่นแรก ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม อีกทั้งมีการคิดค้นรุ่นพิเศษลิมิเต็ดเอดิชันออกมาอีกหลายรุ่น จึงได้รับการตอบรับอย่างดี และสามารถทำยอดขายได้ครบ 1 ล้านคันในเวลาเพียง 6 ปีหลังจากเริ่มผลิต และมียอดขาย K10 รวมทั้งสิ้นประมาณ 1.6 ล้านคัน

ในช่วงนั้นได้มีการนำมาร์ชรุ่นแรกเข้ามาขายในประเทศไทยด้วย แต่ทว่าต้องประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ด้วยเพราะมาร์ชในประเทศไทยได้ตัดอุปกรณ์อำนวยความสำดวกออกมากเกินกว่าที่ลูกค้าจะยอมรับได้ มาร์ชในญี่ปุ่นมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากกว่า ดูน่าขับมากกว่า อีกทั้งในช่วงนั้นรถที่คนไทยนิยมมากที่สุด คือรถเก๋งซีดานขนาดเล็ก เช่น มิตซูบิชิ แลนเซอร์, โตโยต้า โคโรลล่าฯลฯ เพราะมีความคุ้มค่าลงตัวที่สุด(บรรทุกได้หลายคน ใช้ได้ทั้งเป็นรถครอบครัวและรถส่วนตัว และไม่สิ้นเปลืองน้ำมันมากนัก) อีกทั้งคนไทยในยุคนั้นมีทัศนคติไม่ดีต่อรถท้ายกุด ด้วยเกรงว่าผู้โดยสารที่เบาะหลังจะได้รับอันตรายได้ง่ายหากถูกชนท้ายเพราะไม่มีกระโปรงหลังคอยกั้น ทำให้ยอดขาย นิสสัน มาร์ชในประเทศไทยมีเพียง 30 คันต่อเดือนเท่านั้น (ทั่วประเทศ) จนต้องยุติการขายลงไปใน ค.ศ. 1987 ก่อนที่จะมาเปิดตัวมาร์ชรุ่นที่ 4 อีกครั้งในปัจจุบัน

รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 1992 - 2003)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ใช้รหัสตัวถังว่า K11 ในการออกแบบได้ใช้โปรแกรม CAD มาช่วยในการสร้าง และออกแบบให้มีรูปทรงโค้งมน กลมกลึง ดูเป็นมิตรกว่ารุ่นเดิมมาก นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์แบบ CG10DE 4สูบ DOHC 16วาล์ว 987ซีซี เป็นเครื่องรุ่นมาตรฐาน มีระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด กับเกียร์อัตโนมัติ CVT และได้สร้างสถิติอย่างน่าชื่นชม โดยได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น (Car of the Year Japan) ประจำปี 1992 และเป็นรถรุ่นแรกของญี่ปุ่นที่คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป (European Car of the Year) ประจำปี 1993 ซึ่งในรายการทีวีซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง แชมป์เฉือนแชมป์ ตอน World Records ที่ออกอากาศในประเทศไทยในช่วง ค.ศ. 2009 ในการแข่งขันดริฟท์จอดรถ ก็ใช้รถ นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ยังมีความปลอดภัยไม่มากเท่าที่ควร จากการทดสอบขององค์การทดสอบความปลอดภัยของยานยนต์ Euro NCAP ได้ประเมินว่า นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 มีความปลอดภัยเพียงระดับ 2 ดาว จาก 5 ดาว

รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 2002 - 2010)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 3นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 3 ใช้รหัสตัวถังว่า K12 พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรูปแบบ B-Platform เปิดตัวใน ค.ศ. 2001 เริ่มการผลิตกันอย่างจริงจังใน ค.ศ. 2002 ตัวถังใหม่มีความโค้งมนมากขึ้น สูงขึ้น และกว้างขึ้น ซึ่งสือมวลชน รวมถึงสถาบันการออกแบบชั้นนำหลายแห่ง ก็ต่างออกมายอมรับว่างานชิ้นนี้มีดีไซน์แตกต่าง ดูเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการเน้นการเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสาร การใช้ไฟหน้ารูปทรงแบบดวงตาการ์ตูนบักส์ บันนี รูปทรงรถแบบลู่ลมช่วยลดแรงต้านลมระหว่างการวิ่ง (ค่า Cd.=0.32) เสาหลังคาหลังถูกลดความยาวลงเพื่อลดจุดบอดของสายตาขณะถอยจอด และมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ คือ Keyless Ignition คือจะมีรีโมทกุญแจไว้ให้เจ้าของรถ เมื่อเจ้าของรถพกรีโมทกุญแจเข้ามาในรถ จะสามารถกดปุ่มสตาร์ทรถได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้กุญแจ (เหมือน โตโยต้า ยาริส ในปัจจุบัน)

เครื่องยนต์เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์แบบ CR โดยใช้เครื่องยนต์ CR10DE เป็นรุ่นมาตรฐาน เกียร์ธรรมดาถูกยกเลิกไปในเกือบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ประเภท CR12DE จะยังผลิตเกียร์ธรรมดาให้เลือกเป็นพิเศษ มีสีตัวถังให้เลือกถึง 12 สี

รุ่นที่ 4 (ค.ศ. 2010 - ปัจจุบัน)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 4นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 4 ใช้รหัสตัวถังว่า W02A เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 2009 และเริ่มผลิตในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 รวมถึงประเทศไทยด้วย หลังจากผลิตนิสสัน มาร์ชรุ่นที่ 1 ในประเทศไทยแล้วล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเมื่อกว่า 20 ปีก่อน นิสสัน ก็ตัดสินใจ ผลิตนิสสัน มาร์ชในประเทศไทยอีกครั้ง โดยใช้ชื่อในการโฆษณาว่า "นิสสัน อีโคคาร์" (Nissan Ecocar) ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์ 1200ซีซี 3สูบ ซึ่งสามารถประหยัดน้ำมันได้ไม่แพ้รุ่นก่อนๆ โดยนิสสัน มาร์ช รุ่นใหม่นี้ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานข้อกำหนดรถประหยัดพลังงานสากล (อีโคคาร์) ซึ่งมีข้อกำหนดดังนี้

1.ประหยัดน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร
2.ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 120 กรัมต่อกิโลเมตร และได้รับมาตรฐานไอเสียสะอาดระดับยูโร 4
3.มีความปลอดภัยตามมาตรฐานยุโรป
4.ใช้เครื่องยนต์ขนาดลูกสูบไม่เกิน 1300 ซีซี สำหรับเครื่องเบนซิน และไม่เกิน 1400 ซีซี สำหรับเครื่องดีเซล
รถที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีโคคาร์ ในประเทศไทย จะได้รับผลประโยชน์ในการลดภาษีสรรพสามิตเหลือร้อยละ 17 (รถเก๋งที่ไม่ผ่านเกณฑ์อีโคคาร์ ต้องจ่ายภาษีร้อยละ 30-50)

วันนี้ไปดูตำนานซีวิคกัน

รุ่นที่ 1
Genuine Honda Civic บริษัท เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 1972 กับอ่างเก็บน้ำ "Short - backed"สมบัติ Civic สองประตูแรกกับประสิทธิภาพ 1.2 ขนาด Sochi ลิตรสี่สูบสูงสุดถึง 54 ม้าเป็นจุดแข็งของเครื่องมืออลูมิเนียมผลิตและโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเทคโนโลยี CVCC (Compound Vortex) เพื่อลด ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปล่อยออกสู่ตลาด


hatchback สามประตูต่อสองปีต่อมา Honda ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมี 5 ประตู Estate ยังเปิดรุ่นพิเศษ RS"ในฟักของถังที่สาม ประตูขนาดเครื่องยนต์ แต่เพิ่มเหมือนกัน แต่อำนาจเป็น 76 แรงม้าและ 1977 รุ่น Civic 3 ประตูเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่นและยุโรปได้ตัดสินใจที่จะส่งฮอนด้าฮอนด้า Civic 5 ประตูรุ่น Hatch back เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ในปี 1979 ฮอนด้าเปิดตัว Civic รุ่น 3 ประตู, hatchback 5 ประตูและพัฒนาถังที่ใหญ่ในมิติทุกพื้นที่ของรูปแบบภายในเพื่อเพิ่ม เครื่องมือนี้ให้เลือกสองขนาด 1.3 ลิตร 4 สูบ OHC 68 ม้าและสี่สูบ 1.5 ลิตร OHC 80bhp ในขณะที่ความเร็วในการโอนกว่า C 4 เป็น 5 หลักสูตร - ได้ขยายปี c ภายหลังที่ 4 ประตู รุ่นซีดานของโลกฟรีผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เป็นอังกฤษ





รุ่นที่สาม
Q ปี 1983 Civic Neil J. Offshore ได้ 3 ล้านขณะนี้การพัฒนาแบรนด์ใหม่ Honda Civic มีการปนเปื้อนจากการสร้างการกำหนดค่าเริ่มต้นไม่มันแม้แต่น้อย นี่คือการรวมกันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำหนักในการสนับสนุนการออกแบบญี่ปุ่น หรูหราและรถหรูจากยุโรปที่เรียกว่าการออกแบบลักษณะ"นี้ Europeanized Styte"Neil J. Offshore เป็นรุ่น Hatch Back Door 3, 4 ประตู Honda Civic ยังเพิ่มใหม่ CR -- X รถ Sport Coupe สมบัติมีความสำคัญกับพลัง 1.5 ลิตรสี่สูบ 100 แรงม้าในรุ่น 1984 ที่ราคา Civic 3 Door Hatch back "รางวัลออกแบบรถ 1984"ในอิตาลี เขายังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อพัฒนาในเวลาจริงเป็นยังแนะนำของแปลง catalytic converters catalytic ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร



รุ่นที่สี่
ในรุ่นนี้องค์ประกอบสำคัญหลายได้รับการพัฒนามากเป็น เครื่องยนต์ 16 วาล์วพร้อมระบบชื่อเสียงสำหรับ Honda VTEC หรือเป็นระบบเวลาวาล์วตัวแปร ในความจุขนาดใหญ่และต่ำในรอบ มี suspension สอง Wish Bone เป็น Honda ประเมินว่าการควบคุมรถมีประสิทธิภาพมากขึ้นรวมกีฬาดูออนไลน์ผ่านสตรีมสมบัติยิ่งบางทรงพลัง 4 สูบ 16 วาล์ววาล์ว VTEC เป็นตัวแปรที่มีประสิทธิภาพเครื่องยนต์ 1590 ซีซีและเครื่องยนต์แรงม้า 130 สร้างเน้นสี่สูบ 16 -- วาล์ว SOHC 1.5 ลิตรในรหัสที่นิยมรุ่น 105 แรงม้า D15b ไทยอยู่ใน 4 สูบ 16 วาล์วคาร์บูเรเตอร์เครื่องยนต์ระบบเชื้อเพลิง SOHC 90 แรงม้าสูงสุดดำเนินการ



รุ่นที่ห้า
รุ่น 1991 เป็นครอบครัวชนชั้นกลางความสำเร็จของ Civic ทั้งรุ่นซีดานและ hatchback คุณยังสามารถออกแบบรูปแบบร่วมสมัย โดยเฉพาะในสามประตูซึ่งเป็นที่นิยมทั้งบนถนนและติดตาม เลือกเครื่องยนต์ 90 แรงม้ากับ 170 แรงม้าเครื่องยนต์รหัส VTEC B16A และสองปีต่อมารุ่น coupe Honda Treasure กับพลังของรุ่น VTEC 170 แรงม้ากับการพัฒนาในประเทศสหรัฐอเมริกาและจำหน่ายในประเทศ



รุ่นที่หก
จะถูกเผยแพร่พร้อมกันในทั้งสามรุ่นใช้ hatchback 3 ประตูซีดาน 4 ประตูและรุ่นคูเป้ 2 ประตูสถาบันสำคัญในการร่วมกับ Honda CR -- V สำหรับลักษณะ S. V อยู่ร่วมค่ายในหลักสูตรของ 1998 Honda เอาใจ ผู้ที่รักความเร็วกับ Special Edition Tiger Jumping Civic R"มีเฉพาะเป็นจุดภายในและภายนอกของดูเท่านั้น . สำนักงาน . หน้าแดงเพราะของ"RECARO"ขอขอบคุณพลังของรหัสจากพลังของรุ่นที่ได้มา B16A B16B ถึง 185 ม้า



รุ่นที่เจ็ด
Honda Civic ในการผลิตครั้งแรกใน 7 กันยายน 2000 และเริ่มเปิดขายในญี่ปุ่นในช่วงต้นปี 2001 หลายเดือนก่อนไทยมาจากบุคคลที่สามที่มีรถลีมูซีน กลับสามและตัดห้าประตูที่มีจำหน่ายในรุ่นเดียวประเทศไทยเป็นเพียงสมบัติประตูที่สี่ D17A เข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพเครื่องยนต์สี่สูบ SOHC 16 วาล์วความจุ - เพิ่มขึ้น 1.7 ลิตร 130 แรงม้าส่งกำลังเลือก 3 เป็น speed 5 c คอัตโนมัติ 4 - speed CVT เกียร์อัตโนมัติหรือรถสปอร์ตร้อนกับเครื่องล I - VTEC อัจฉริยะสี่ต่อสู้ - 2.0 ลิตรเทคโนโลยี 16 วาล์ว 155 แรงม้ากับ 5 ความเร็วเกียร์อัตโนมัติและขุมพลังที่มีความรุนแรงในหินของ CAP Civic ยาง -- อาร์



Civic เป็นรุ่นล่าสุดของฮอนด้าซีวิค 8 คันประสบความสำเร็จในตลาดใหม่ในประเทศไทยในอดีต เพราะแฟน ๆ เหล่านี้จะจงรักภักดีต่อ Honda ถูกอกถูกใจกับรุ่นล่าสุด ด้วยการออกแบบที่สวยงามและสะดุดตาออกแบบ ที่เป็นที่นิยมมากขึ้น จากแสงไฟแรกรอบแปดเหลี่ยมเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนาฬิกาจะเป็นที่นิยมเช่นเดิม



โพสต์ในปี 2010 โปรดตรวจสอบโปรดร้อนเดิม Honda Civic R Sport Jumping Tiger hash back 3 คัน og of 1998 cc, 201 ISPs HP เป็นอันดับที่ nm 7800 rpm แรงบิดสูงสุด 193 -. เกี่ยวกับ 5600 เมตร / นาทีมีเกียร์ด้วยตนเองง่ายหก - speed ภายในห้องโดยสารเข้ากันได้กับภายนอกด้วยการออกแบบที่ทันสมัย ที่นั่งอยู่หัวกระบือกับสลับหนังสีดำและสีแดงไม่ว่า Compact พวงมาลัยสี่ล้อกับเสื้อสามก้านหนังและรองเท้าสรีรวิทยาและด้ายในโลโก้กลางในเย็บสีแดงปกคลุม Monitor สองความเร็วหลาย All pedals อลูมิเนียมโครงเหล็กกีฬากับด้านหน้าและด้านหลังโคลง ระบบ ABS ป้องกันล้อล็อคลื่น

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ตำนาน โคโลล่า

รุ่นที่ 1 ผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1966-1970
รถขับเคลื่อนล้อหลัง Toyota Corolla เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นในปี 1966 รหัสตัวถัง KE10 และสองปีต่อมาก็มาถึงเปิดตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเครื่องยนต์ 60 ของแรงม้า ที่รอบเครื่อง 6,000 rpm, gross ความจุกระบอกสูบ 1.1 ลิตรเครื่องยนต์ Corolla เล็กแต่ก็แน่นอนได้ผ่านตามมาตรฐานของอเมริกันด้วยฐานล้อ 90 นิ้ว Corolla ที่ทำความเร็วสูงสุด 87 mph โฉมนี้โดยในช่วงแรก ผลิตเพียงตัวถังแบบ sedan 2 ประตู แล้วตัวถังแบบ sedan 4 ประตูเริ่มมีใน ค.ศ. 1967 และตัวถัง station wagon 4 ประตู ก็เริ่มผลิตใน ค.ศ. 1968 และตามด้วยรถ coupe 2 ประตูปิดท้ายรุ่น โดยรถคูเป้ 2 ประตู โคโรลล่าได้ตั้งชื่อเฉพาะให้ว่า โคโรลล่า สปรินเตอร์ รหัสตัวถัง KE15 โดยในระหว่างโฉมแรกนี้ มี 2 ขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก คือ 1.1 ลิตรในช่วงแรก และ 1.2 ลิตรในช่วง ค.ศ. 1969 ระบบเกียร์ในสมัยนั้น ไม่เน้นการประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า ระบบเกียร์ในรถโคโรลล่าโฉมนี้ จึงมี 2 ระบบให้เลือก คือ เกียร์ธรรมดาเพียง 4 สปีด และเกียร์อัตโนมัติเพียง 2 สปีด แต่การที่มีเครื่องยนต์ลูกสูบขนาดเล็ก ทำให้รถประหยัดน้ำมัน ชดเชยการที่เกียร์มีไม่กี่สปีดโคโรลล่าเลิกผลิตโฉมนี้ใน ค.ศ. 1970 เนื่องจากมีการเปิดตัว โคโรลล่า โฉมที่ 2

รุ่นที่ 2 ผลิตระหว่างปีค.ศ. 1970-1978
โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 2โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1970 รหัสตัวถัง KE20 โดยรถรุ่นโคโรลล่า สปรินเตอร์ (Corolla Sprinter) มีการเพิ่มรูปแบบตัวถัง sedan เข้าไปในเมนูผลิต และมีการเปิดตัวรถรุ่น โคโรลล่า เลวิน (Corolla Levin) และ โคโรลล่า ทรูโน (Corolla Trueno) โดยนำตัวถังแบบ coupe GT มาใช้ และทางโตโยต้า เห็นว่า รถโคโรลล่าประสบความสำเร็จสูงมาก จึงแยกธุรกิจการขายรถโตโยต้า โคโรลล่า ออกเป็น 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจขายรถโคโรลล่า สปรินเตอร์ กับ ธุรกิจขายรถโคโรลล่า , โคโรลล่า เลวิน , โคโรลล่า ทรูโนรูปแบบตัวถังมีความหลากหลายมากขึ้น ได้แก่ coupe 2 ประตู , station wagon 3 กับ 5 ประตู , sedan 4 ประตู และ van 5 ประตู และมีการเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ เป็น 1.2 , 1.4 , 1.6 ลิตรให้เลือก และรถโฉมนี้ประสบความสำเร็จสูงมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ถึงแม้โคโรลล่าจะเปิดตัวโฉมที่ 3 ใน ค.ศ. 1974 แต่โฉมที่ 2 นี้ ผลิตอย่างต่อเนื่องไปจนถึง ค.ศ. 1978 จึงเลิกผลิต


รุ่นที่ 3 ผลิตระหว่าง ค.ศ.1974-1981
โตโยต้าโคโรลล่ารุ่นที่สามนี้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1974 จุดเริ่มต้นของรหัส KE30, KE40, KE50 KE60 และมีการเพิ่มตัวถังแบบ 2 ประตูคูเป้หลังคาแข็ง และเริ่มต้นในการพัฒนาและการผลิตเกียร์อัตโนมัติที่มีให้เลือกเพิ่มขึ้นจาก 2เป็น4 สปรีด ขนาดเครื่องยนต์1.2-1.4 ลิตร หลังจากการเปิดตัวโคโลล่ารุ่นที่ 4 ในปี 1979 ทั่วโลกเริ่มทยอยหยุดการผลิตรุ่นนี้โดยสมบูรณ์ในปี 1981




รุ่นที่ 4 ผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1979-1983
รุ่นนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1979 รหัสตัวถัง KE70 ในโฉมนี้ ได้เพิ่มความหลากหลายของรูปตัวถังขึ้น โดยเพิ่มรูปตัวถัง sedan 2 ประตู และ liftback 3 ประตูเข้าไปเพิ่ม แต่ได้ระงับการผลิตตัวถังแบบ coupe 2 ประตูระบบเกียร์ 4 ระบบดังเดิม ขนาดเครื่องยนต์ 3 ขนาด ได้แก่ 1.3 , 1.6 และ 1.8 ลิตรและรูปโฉมนี้ เป็นรูปโฉมสุดท้ายที่รถโคโรลล่าขับเคลื่อนล้อหลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งโฉมต่อจากนี้ จะค่อยๆ ยกเลิกระบบขับเคลื่อนล้อหลังของโคโรลล่าไป และจะแทนที่ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและโฉมนี้ก็เป็นโฉมสุดท้ายที่มีการผลิตระบบเกียร์อัตโนมัติ 2 สปีด และระบบเกียร์ธรรมดา 4 สปีดด้วยเช่นกันรุ่นนี้ เลิกผลิตในปีเดียวกับการเปิดตัวรถโคโรลล่าโฉมที่ 5 ใน ค.ศ. 1983
และรุ่นนี้เองเมื่อได้แสดงหนังกับเจโชว์และเพิ่งเป็นClassic Car แบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อมองจากอายุที่เพิ่งจะครบ 25 ปีตามหลักเกณฑ์การพิจารณา และถ้าพูดถึงความสนใจและชื่อเสียงซึ่งเป็นที่รู้จักแล้ว ก็น่าจะเป็นหนึ่งในรถยนต์ญี่ปุ่นไม่กี่รุ่นที่กลายเป็นชื่อคุ้นหูสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์รุ่นนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในการนำมาบูรณะหรือแต่งใหม่ตามกระแส Japan Retro Car เมื่อกระแสดริฟต์ในญี่ปุ่นเริ่มเบ่งบาน และผสานกับแรงหนุนของการ์ตูนและภาพยนตร์เรื่อง Initial D





History Corolla AE86
• TOYOTA Corolla AE86 ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 1983 และเป็นการทำตลาดต่อจากอนุกรม KE 70 ที่เป็นตัวปิดท้ายในยุคของรถขับเคลื่อนล้อหลังในตระกูล Corolla แต่ก็น่าแปลกอยู่ไม่น้อยที่ TOYOTA ได้นำพื้นฐานระบบขับเคลื่อนล้อหลังมาใช้กับ AE86 ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง AE และ EE ‘8’ (ซึ่งหมาย
ถึงโคโรลล่าเจนเนอเรชันที่ 8) ต่างเป็นระบบขับเคลื่อน ‘ล้อหน้า’ กันแล้วทั้งหมด อย่างไรก็ตาม Corolla AE86 ไม่ใช่มีเพียง
รุ่นเดียว แต่จริงๆ แล้วยังมีพี่น้องร่วมตระกูลที่มีระดับตลาดต่ำกว่าโดยใช้รหัสบอดี้ AE85นอกจากนี้ Corolla AE85/86 มี 2 เวอร์ชั่นที่แบ่งแยกชัดเจนในเรื่องของความสวยงาม คือรุ่น Levin และ Trueno จุดที่เห็นเด่นชัดระหว่างรถทั้ง 2 รุ่นเมื่อมองผิวเผินจากภายนอกได้แก่ชุดไฟหน้าซึ่ง Levin เป็นทรงเหลี่ยม ส่วนTrueno ใช้ชุดไฟหน้าแบบ Pop-Up นอกจากนั้นยังมี 2 ตัวถังให้เลือก แบบ แรกเป็นลิฟท์แบ็ก (หรือบางทีเรียกแฮทช์แบ็ก) อีกตัวจะเป็นแบบคูเป้ 2 ประตู ช่วง 3 ปีของการทำตลาด (1983-1987) มีการปรับโฉม 3ครั้งไล่ไปตั้งแต่ กระจังหน้า กันชนหน้า ไฟ
ท้ายและโทนสีของภายใน ส่วน Levin มีการ เปลี่ยนแปลงที่ไม่เด่นชัดเท่า Truenoทั้ง 2 รุ่น แบ่งรุ่นย่อยตามความแรงที่ประกอบด้วย GT-APEX และ GTV เท่านั้นยัง ไม่พอ รุ่นที่ส่งขายในอเมริกายังแบ่งรุ่นย่อย ออกไปอีก เช่น SR และ GT จุดที่แตกต่างในเวอร์ชั่นที่ส่งขายอเมริกาเห็นจะเป็นกันชนหน้า-หลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยในการชนของอเมริกาเครื่องยนต์ของ Corolla AE85/86 มีอยู่ 3บล็อก เริ่มกับรหัส 3A-U ในรุ่น AE85 แบบ
แถวเรียง 4 สูบ OHC 8 วาล์ว 1,500 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ ต่อมาเป็นเครื่องยนต์รหัส 4A-C แบบ 4 สูบ OHC 8 วาล์ว 1,600 ซีซี 87 แรงม้าที่ 4,800 รอบ/นาที
แรงบิด 11.7 กก.-ม. ที่ 2,800 รอบ/นาทีบล็อกสุดท้ายเป็นตัวที่แรงสุดพัฒนาต่อยอดมาจากรหัส 4A-C โดยนำพื้นฐาน
เฉพาะเสื้อสูบมาใช้ นอกนั้นมีการนำ เทคโนโลยีฝาสูบแบบใหม่ล่าสุดที่ทาง YAMAHA เป็นผู้ผลิตให้ ซึ่งฝาสูบที่ว่าเป็นแบบDOHC 16 วาล์ว พร้อมท่อร่วมไอดีแบบ T-VIS
แบ่งซอยท่อไอดีเป็น 8 ท่อเล็กๆ ช่วยในการรีดอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ไม่พร้อมกัน เพื่อรีดเค้น แรงบิดในรอบต้นและแรงม้าในรอบปลาย ซึ่งเครื่องบล็อกนี้คือรหัส 4A-GE ยอดฮิต



• Trueno Ver.1 ต่างจาก Ver.2 นิดหน่อย
ตัวเครื่องมีความจุกระบอกสูบ 1,600 ซีซี 120 แรงม้า ที่,600 รอบ/นาที แรงบิด13.4 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที และเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้ถูกนำไปบรรจุลงในบอดี้รถ สปอร์ตขนาดเล็กเครื่องยนต์วางกลางลำรุ่นแรกของ TOYOTA ภายใต้ชื่อรุ่น MR-2
ส่วนรุ่นหลังจากนี้ยังไม่เก่าพอก็จะมี่

รุ่น ที่ 6 ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1987-1992

โฉมนี้ พ่อค้าเต๊นท์รถในประเทศไทยนิยมเรียกว่า "โฉมโดเรมอน" โฉมนี้ ในเมืองไทยจะรู้จักกันดีในฐานะของโฉมที่มีเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 16 วาล์ว รุ่นแรกที่มีขายในไทย ในช่วงนั้น มักมีสัญลักษณ์อักษรเขียนว่า "TWINCAM 16 VALUE" ไว้เป็นสัญลักษณ์ที่ประตูรถในรถบางคันเลิกผลิตใน ค.ศ. 1992



รุ่น ที่ 7 ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1991-1997

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 7 โฉมนี้ พ่อค้ารถในไทย เรียกว่า"โฉมสามห่วง"เพราะเป็นโฉมแรกของโคโรลล่า ที่ตราสัญลักษณ์วงรีไขว้สามวง เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1991 โฉมนี้ ได้เริ่มมีการผลิตเกียร์ธรรมดา 6 สปีดขึ้น ควบคู่กับการผลิตรถเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ทันทีที่เปิดตัวในไทย โคโรลล่าโฉมนี้ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ยอดการจองรถทะลุ 10,000 คันอย่างรวดเร็วกว่าที่โรงงานคิดไว้มาก และยอดจองยังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้โรงงานทุกโรงงานในไทยจะเร่งผลิตเต็มที่ งัดแผนสำรองมาใช้ ก็ยังไม่ทัน ต้องสั่งนำเข้าจากญี่ปุ่นมา 1,000 คัน และเพิ่มราคาขายคันละ 5,000 บาท โฉมสามห่วง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตระกูลโคโรลล่า เพราะก่อนนี้ โคโรลล่าจะมีลักษณะเป็นรูปทรงเหลี่ยมๆ แต่โฉมนี้ จะเริ่มเปลี่ยนจากความเหลี่ยม เป็นความโค้งมน และรถตั้งแต่โฉมสามห่วงเป็นต้นมา ก็มีความโค้งมนมากขึ้นเรื่อยๆ และโคโรลล่าโฉมนี้ เครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์ในรถเก๋งค่อยๆ หายไป จนในที่สุดก็เลิกผลิตไป กลายเป็นแบบหัวฉีดทั้งหมดโฉมสามห่วง เลิกผลิตในปี ค.ศ. 1997



รุ่น ที่ 8 (ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1995-2002)

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 8โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1995 แต่กว่าจะได้โด่งดังแทนที่โฉมสามห่วง ก็ล่วงไปถึง ค.ศ. 1998 ทางโตโยต้า ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้มีความหลากหลายและสร้างความเป็นที่นิยมให้ปรสบความสำเร็จสูงเหมือนโฉมสามห่วง ดังนั้น ผลการปรับปรุงคือ โฉมที่8 แตกแขนงออกเป็น 2 โฉมย่อย คือ โฉมตองหนึ่ง ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1995 - ค.ศ. 1997 , โฉมไฮทอร์ก เริ่มผลิตเมื่อ ค.ศ. 1998 ซึ่งโฉมไฮทอร์กนี้ ได้สร้างความนิยมโดยมีคนซื้อไปทำแท๊กซี่เป็นจำนวนมาก และนอกจากนี้ ใน ช่วงโฉมไฮทอร์กนี้ โคโรลล่า ยังได้เปิดตัวเนื้อหน่อใหม่ในตระกูลโคโรลล่า ที่เป็นที่นิยมในไทยจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ โคโรลล่า อัลติส (Corolla Altis) โดย Altis จะเป็นรถที่มีความหรูหรา มีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย Options ต่างๆ ดีกว่า แต่รูปโฉมตัวรถจะคล้ายโคโรลล่าทั่วไป เลิกผลิตในปี ค.ศ. 2002


รุ่น ที่ 9 ผลิตระหว่าง ค.ศ. 2000-2008

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 9โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 2000 แต่กว่าจะเป็นอันดับหนึ่งแทนโฉมที่ 8 ก็ล่วงไปถึง ค.ศ. 2003 แต่เมื่อได้รับความนิยมแล้ว ก็มีชื่อเสียงมาถึงปัจจุบัน เมื่อทางโตโยต้า ตัดสินใจผลิตโคโรลล่า อัลติสต่อในโฉมที่ 9 และยังมีการปรับปรุงทั้งขนาด ความสะดวก และสิ่งอื่นๆอีกมาก โดยรุ่นที่เป็นที่นิยมในเมืองไทยมากที่สุดก็ยังเป็น อัลติส และโฉมที่ 9 ยกเลิกการผลิตเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด และยกเลิกการผลิตตัวถัง coupe 2 ประตู และ liftback 5 ประตู แล้วเอาแบบ van และ hatchback 5 ประตูมาผลิตแทน และยังคงผลิตรุ่นเครื่องดีเซล ขนาดเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร (ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย) ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ก็เป็น 1.4 , 1.5 , 1.6 , 1.8 ลิตรเหมือนเดิม โฉมนี้ กลุ่มพ่อค้ารถในไทยมักเรียก "โฉมหน้าหมู" หรือ "โฉมตาถั่ว" เพราะไฟหน้ามีลักษณะคล้าย เมล็ดถั่วโฉมนี้ ในประเทศไทย โคโรลล่าได้มีการออกรุ่นใหม่ คือ LIMO (ลิโม) โดยจะเป็นรถโคโรลล่า ที่มี Options ต่างๆ น้อย แต่รถจะมีราคาถูกกว่าโคโรลล่าทั่วไป และโคโรลล่า อัลติส อย่างมาก อย่างไรก็ตาม LIMO จะไม่มีขายเป็นรถนั่งส่วนบุคคล โตโยต้าประเทศไทย ขาย LIMO โฉมนี้ เพื่อทำเป็นแท็กซี่เท่านั้นรุ่นที่ 9 เลิกผลิตในปี ค.ศ. 2008


รุ่น ที่ 10 ผลิตระหว่าง ค.ศ. 2008-ปัจจุบัน
โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 10โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 2006 แต่ใช้เวลาค่อนข้างนานในการพิชิตตลาดต่างๆเพื่อไปแทนโฉมที่ 9 โดยเฉพาะในไทย โฉมที่ 10 เพิ่งเข้ามาในไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ระบบเกียร์ในครั้งนี้ จะผลิตระบบเกียร์แบบธรรมดา 5 หรือ 6 สปีด สำหรับเกียร์อัตโนมัติ จะเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่ CVT 4 หรือ 5 สปีด
โฉมนี้ เครื่องยนต์ดีเซลเลิกผลิตไป เหลือแต่เครื่องเบนซินขนาด 1.5 , 1.8 , 2.4 ลิตร และได้ยกเลิกรูปแบบตัวถังออกไปมาก เหลือแต่แบบ sedan และ station wagon 4 ประตู และเฉพาะในออสเตรเลีย มีการผลิต hatchback 5 ประตู
ส่วน LIMO ในโฉมนี้ มีการผลิตรถรุ่น LIMO CNG ซึ่งเป็นรถลิโม ที่ติดระบบการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ มาตั้งแต่ในโรงงานโตโยต้า และ LIMO โฉมนี้ ได้เปิดขายให้กับประชาชนทั่วไปอยู่ช่วงหนึ่งด้วย ก่อนที่จะกลับไปขายทำแท็กซี่โดยเฉพาะเหมือนเดิม โดยโตโยต้าได้ทำรถรุ่น Advanced CNG มาขายให้ประชาชนทั่วไปแทน LIMO CNG

Nissan March รถของเด็กวัยเริ่มทำงาน

Nissan March มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร แบบ 3 สูบ รหัส HR12DE ขับเคลื่อน 2 แบบคือ เกียร์ธรรมดา และ เกียร์ออโต้ XTRONIC CVT บนโครงสร้าง V-platform เปิดราคาเริ่มต้นที่ 3.75 แสนบาท, รถยนต์ Nissan March ได้รับการออกแบบมาให้เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก มีสไตล์ โฉบเฉี่ยว เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
การออกแบบของ Nissan March มร. มาโกโตะ ยามาเน รองหัวหน้าฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ความเห็นว่า “รถยนต์รุ่นนี้ต้องมีสไตล์และกลิ่นไอของความพิถีพิถัน” การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้คือ มีกระจังหน้าสองชั้น ตอบสนองความมีสไตล์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามรูปทรงที่สวยงามคลาสสิกยังคงเป็นสิ่งสำคัญ และนี่คือเหตุผลที่มาร์ชยังคงมีเส้นโค้งบริเวณขอบหน้าต่าง (Arched side window) ที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Nissan March ดึงดูดใจผู้พบเห็น
Nissan March มีขนาดยาวขึ้นและความสูงลดลงเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ฐานล้อซึ่งยาวขึ้นนั้น ทำให้มีพื้นที่ภายในกว้างขึ้น นอกจากนี้ ร่องรูปทรงบูมเมอแรงบนหลังคารถช่วยลดการสั่นสะเทือน ลดเสียงภายในห้องโดยสาร ยามาเนกล่าว ด้วยเจตนาในการออกแบบที่จะสร้างความรู้สึกเดียวกันทั้งรูปลักษณ์ภายในและภาย นอก ภายในห้องโดยสาร นิสสันจึงได้ใช้แนวคิด Connected Cocoon การออกแบบแผงหน้าปัดที่ยึดตามแนวคิดของ ‘ทวิน บับเบิ้ล’ ที่หมายถึงที่ตั้งเข็มอุปกรณ์รูปกลมและตู้เก็บของรูปร่างคล้ายกันทางด้านผู้ โดยสารNissan March มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร ใหม่ และ ระบบส่งกำลังแบบ XTRONIC CVT
Nissan March ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ รหัส HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร โดยได้ประยุกต์ใช้เครื่องยนต์แบบ HR16 4 สูบ ซึ่งใช้ในรถยนต์นิสสัน ทีด้า (Tiida) เครื่องยนต์ใหม่นี้จึงใช้ระบบควบคุมการเปิดปิดของวาล์ว ( continuously valve-timing control -CVTC ) ให้กำลัง 59 กิโลวัตต์ หรือ 79 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในปริมาณเพียง 120 กรัมต่อกิโลเมตร ตามแบบฉบับ Eco Carระบบขับเคลื่อนของ Nissan March มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือ เกียร์ออโต้ XTRONIC CVT (Continuously Variable Transmission) รุ่นใหม่ของนิสสัน โดยมี อัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น ทำให้ประหยัดน้ำมัน และช่วยให้อัตราเร่งดีNissan March มาพร้อมกับเทคโนโลยี และ อุปกรณ์เสริมพิเศษ อาทิ กุญแจอัจฉริยะ ระบบป้องการโจรกรรม Immobilizer Push Start Button กระจกข้างพับอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ถอยหลัง 4 จุด (Reverse Sensor) แผงหน้าปัดอัจฉริยะแสดงค่าเฉลี่ยน้ำมันที่ใช้จริง แสดงค่าระยะทางการใช้งาน (cruising range) และอุณหภูมิภายนอกอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ของ Nissan March ทัศนวิสัยที่ดี และ รัศมีวงเลี้ยว เพียง 4.5 เมตร รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆหลายประการ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์และประหยัดน้ำมัน ในขณะเดียวกับที่ช่วยให้สามารถจอดรถเข้าซองได้ง่ายยิ่งขึ้น(เพราะเป็นรถเล็ก)

ระบบความปลอดภัยใน Nissan March การใช้โครงสร้าง V-platform เป็นปัจจัยหลักประการหนึ่ง ที่ช่วยให้ Nissan March มีความปลอดภัยจากแรงกระแทกมากยิ่งขึ้น รถยนต์รุ่นนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้รองรับการชนด้านหน้า อันเนื่องมาจากบริเวณส่วนรับแรงกระแทกที่ถูกออกแบบให้ตอบรับการใช้งานได้ดี และยังคงรักษาความแข็งแรงของห้องโดยสารด้วยตัวถังรถยนต์ที่แข็งแกร่ง Nissan March ใช้ระดับมาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย UNECE 94 และ 95 (การกระแทกด้านหน้าและด้านข้าง) และยังมีถุงลม SRS ในทุกรุ่น ระบบเบรคป้องกันล้อล็อค (ABS) ระบบควบคุมและกระจายแรงเบรคด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และ ระบบเสริมแรงเบรค (BA)

Nissan March ทั้ง 6 รุ่น(4 รุ่นมาตรฐาน และ 2 รุ่นออปชั่น) พร้อมราคารวม vat
•1.2 S MT 375,000
•1.2 E MT 425,000
•1.2 E CVT 459,000
•1.2 EL CVT 489,000
•1.2 V CVT 507,000
•1.2 VL CVT 537,000
Nissan March มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี
1.สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ Brilliant Silver
2.สีดำ แบล็ก สตาร์ Black Star
3.สีม่วง คริสตัล ไลแลค Crystal Lilac
4.สีเขียวสปริง กรีน Spring green
5.สีส้ม ซันไลท์ ออเร้นท์ Sunlight orange
6.สีขาว ไวท์ เพิร์ล White pearl
ในรุ่น 1.2S เลือกได้เพียง 3 สีคือ สีเงิน, สีดำ และ สีม่วง

ตัวอย่างรุ่น EL CVT จองไว้ 3,000 บาท
เงินดาวน์ 20% 97,800
เงินงวดแรกผ่อน 72 เดือนของ SCB 6,411
ประกันชั้น 1 (ถ้าไม่แถม) 13,400
พรบ. (ถ้าไม่แถม) 646
ค่าจดทะเบียน (ถ้าไม่แถม) 2,500
ค่ามัดจำป้ายแดง 2,000
หักเงินจอง (ถ้ามี) -3,000
รวมเงินที่ต้องจ่ายวันออกรถ 119,757
ของแถมที่ได้ก็ ส่วนลด 5,000 บาท เอาไปใช้เป็นส่วนลดค่ารถหรือค่าประก็ได้
สำหรับการส่งมอบรถ
Nissan March เปิดตัว 1 เดือนฟันยอดจองกว่า 9,000 คัน ทยอยส่งมอบแล้ว 1,500 คัน ขณะที่ดีลเลอร์ออกอาการเซ็ง แม้มีความต้องการเพียบแต่ไม่มีรถให้ลูกค้า เผยถ้าวางเงินจองวันนี้มีโอกาสรับรถมีนาคมปีหน้า ด้านผู้บริหารนิสสัน ยอมรับกำลังการผลิตจำกัด ขณะเดียวกันต้องแบ่งตลาดส่งออก ยันเตรียมพิจารณาเพิ่มปริมาณผลิตในอนาคต

นิสสัน มาร์ช เป็นรถในโครงการอีโคคาร์ที่รัฐบาลสนับสนุน มีกระแสตอบรับจากผู้บริโภคดีมาก โดยรุ่นย่อยที่ได้รับความนิยมสูงคือ ตัวท็อปของเกียร์ธรรมดา ( E M/Tราคา 4.25 แสนบาท) และรุ่นล่างของเกียร์อัตโนมัติ (E CVT 4.59 แสนบาท) ซึ่งทั้งสองรุ่นมีสัดส่วนการขายรวมกันเกือบ 60% และคาดว่าถึงสิ้นปีงบประมาณ 2553 (มีนาคม 2554) จะทำได้ตามเป้าหมาย 20,000 คัน”
ทั้งนี้แหล่งข่าวจากผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสันรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ด้วยระดับราคาเริ่มต้น 3.75 แสนบาท ทำให้ลูกค้าสนใจเดินเข้าโชว์รูมพร้อมสอบถามรายละเอียดและลองขับเป็นจำนวนมาก แต่ต้องยอมรับว่าถ้าลูกค้าตัดสินใจจองรุ่นเกียร์ธรรมดาวันนี้รถพร้อมส่งมอบปลายปี ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติอาจต้องรอนานถึงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมปีหน้า

ตามแผนงานปีนี้นิสสันตั้งเป้าผลิต 200,000 คัน แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 48,000 คัน และส่งออกอีก 152,000 คัน สูงขึ้นกว่าปีก่อนที่มีเพียง 90,000 คัน โดยขณะนี้การศึกษารายละเอียดต่าง ๆ คืบหน้าไปมาก โดยใช้ 3 วิธีหลักในการพิจารณา

คือ 1.การตัดสินใจขยายโรงงานใหม่และเพิ่มไลน์ผลิต ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนค่อนข้างสูง และบริษัทจะต้องศึกษารายละเอียดให้ดี โดยเฉพาะความ คุ้มค่า 2.การเพิ่มไลน์พ่นสี และไลน์ประกอบให้มากขึ้นเพิ่มขึ้น และ 3.การผลิตที่จำนวน 200,000 คันต่อปีเท่าเดิม แต่ปรับลดจำนวนการผลิตเพื่อส่งออกลง โดยหันไปใช้โรงงานในประเทศอื่นแทน

“วันนี้ต้องยอมรับว่าโรงงานเราทำงานกันอย่างเต็มที่ ทั้งการทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด ซึ่งทำกันอย่างเต็มกำลังแล้ว ส่วนการลงทุนเพิ่มเติมนั้น ก็มี 3 วิธี ข้างต้นให้เราเลือก ซึ่งจะต้องใช้เม็ดเงินอีกมหาศาล และนิสสันเองจำเป็นต้องมองระยะยาวว่าอีก 5-10 ปีจะคุ้มทุนด้วยหรือไม่”

ทั้งนี้บริษัทยอมรับว่า มีลูกค้าบางกลุ่มที่รอรถไม่ไหวยกเลิกการจองไปบ้างคิดเป็น 3-4% ของยอดจอง ซึ่งบริษัทพยายามให้ ดีลเลอร์ชี้แจงกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา

“วันนี้บางดีลเลอร์รับจองรับรถไว้เกินกว่าโควตาที่ตัวเองได้ ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละดีลเลอร์ว่าจะสามารถบริการจัดการโควตาได้อย่างไร ผมยอมรับว่าดีลเลอร์บางรายมีการจองรถตามโควตาที่ได้ล่วงหน้านานถึง 2 ปีก็มี ซึ่งบริษัทพยายามชี้แจงและพูดปัญหานี้กับดีลเลอร์มาโดยตลอด และต้องขออภัยลูกค้าด้วย” นายประพัฒน์กล่าว

ส่วนรถยนต์นิสสัน มาร์ช รุ่นเกียร์อัตโนมัติ หรือ CVT นิสสันพร้อมที่จะทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าได้ ในเดือนมิถุนายนนี้ และในเดือนกรกฎาคม คาดว่าน่าจะเริ่มส่งออกด้วย




วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อุปกรณ์ที่มีมาให้ใน Nissan March

มาตรฐานในทุกรุ่น Micra Nissan
1.2 ลิตรเครื่องยนต์, เบาะผ้าสีดำ, SRS ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับคนขับรถ, สปอยเลอร์หลังไฟเบรคดวงที่ 3
* ถ้า SM / T สีม่วงเป็นสีดำและเงินเท่านั้น
* เพิ่มมุกสีขาว 7000 บาท

รุ่นมาตรฐานของ SM / T : ล้อกระทะ + Hub ในอากาศธรรมดามือหมุน (ไม่อุ่นไม่วิทยุ)

รุ่นมาตรฐานของ EM / T : + ฝาอลูมิเนียมหน้าต่างไฟฟ้าล็อคกลาง, วิทยุ + MP3 ลำโพง 4 ห้อง, ไล่ฝาหลัง
กระจกไฟฟ้าไม่มีสปริง

รุ่นมาตรฐานของ E - CVT : หมวก + อลูมิเนียมหน้าต่างไฟฟ้าล็อคกลาง, วิทยุ + MP3 ลำโพง 4 ห้อง, ไล่ฝาหลัง
กระจกไฟฟ้าไม่มีสปริง

รุ่นมาตรฐานของโลหะอลูมิเนียม CVT EL ฝาปิดหน้าต่างไฟฟ้าล็อคกลาง, วิทยุ + MP3 ลำโพง 4 ห้อง, ไล่ฝาหลัง
กระจกไฟฟ้าไม่มีสปริง
More สัญญาณ Smart Key กลับสี่ปีในการวัดปัญญา แผงควบคุม Muti - Display, กระจกพับไฟฟ้า

รุ่นมาตรฐานของ SRS ถุงลมนิรภัย CVT V 2 แผ่น, ล้อแม็กไฟ 15"175/60 R15 เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ
ระบบ ABS + EBD + BA, กุญแจรีโมท

รุ่นมาตรฐานของ SRS ถุงลมนิรภัย VL CVT 2 แผ่น, ล้อแม็กไฟ 15"175/60 R15 เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ
ระบบ ABS + EBD + BA, กุญแจรีโมท
More สัญญาณ Smart Key กลับสี่ปีในการวัดปัญญา แผงควบคุม Muti - Display, กระจกพับไฟฟ้า